“ดนตรีคู่บำบัด” จากเสียงแห่งสุนทรีย์ สู่ศาสตร์แห่งการรักษา
“ดนตรี” จาก “เสียง” สู่ “ศิลป์”…
มนุษย์เราเริ่มมีดนตรีมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ ดนตรีในช่วงแรกของวิวัฒนาการมนุษย์สันนิษฐานกันว่าเริ่มมากจากการส่งเสียงร้อง การเคาะ ตี รวมไปถึงการเคลื่อนไหวร่างกายในลักษณะต่าง ๆ เพื่อการสื่อสารกันภายในกลุ่ม ความสามารถในการทำดนตรีของมนุษย์มีต้นกำเนิดมาจากไหนก็ยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนไหนพิสูจน์ได้ เครื่องดนตรีชิ้นแรก ๆ ของมนุษย์ที่ยังเหลือหลักฐานมาจนทุกวันนี้ ก็เป็นเพียงชิ้นกระดูกที่ถูกนำมาเจาะรู หากลองจินตนาการถึงโลกเมื่อประมาณ 35,000 ปีก่อน เมื่อได้ยินเสียงจากเครื่องดนตรีกระดูกชิ้นนี้ คงจะเหมือนการได้ยินเสียงจากสวรรค์เลยทีเดียว
นับจากวันแรกที่เสียงเพลงเกิดขึ้นบนโลกจนถึงทุกวันนี้ ดนตรีได้แทรกซึมอยู่ในทุก ๆ วัฒนธรรมของมนุษย์ เราคงแทบจะนึกไม่ออกเลยว่าชีวิตที่ขาดเสียงดนตรีนั้นจะเป็นเช่นไร แม้คนที่หูหนวกสนิทก็ยังสามารถรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของคลื่นเสียงที่เข้ามากระทบกับตัว ดนตรีอยู่คู่กับชีวิตของเราตั้งแต่ตอนอยู่ในครรภ์มารดาจนกระทั่งถึงช่วงเวลาสุดท้ายแห่งชีวิต
“ดนตรี” ตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายความว่า “เสียงที่ประกอบกันเป็นทํานองเพลง, เครื่องบรรเลงซึ่งมีเสียงดังทําให้รู้สึกเพลิดเพลินหรือเกิดอารมณ์รัก โศก หรือรื่นเริง เป็นต้น ได้ตามทำนองเพลง” แต่คนเราก็ช่างคิดเมื่อนักประพันธ์เพลงชาวอเมริกานามว่า John Cage ได้ประพันธ์เพลงที่มีชื่อว่า 4’33” (สี่นาทีสามสิบสามวินาที) เป็นเพลงแห่งความเงียบ นักดนตรีแทบไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงแค่เมื่อเริ่มบรรเลงก็กดนาฬิกาจับเวลาเพื่อเป็นสัญญาณให้คนดูรู้ว่าเริ่มบรรเลงบทเพลงนี้แล้ว และพอถึงเวลาสี่นาทีกว่าก็กดนาฬิกาหยุดเวลาเพื่อให้รู้ว่าจบเพลงแล้ว แบบนี้แล้วเราจะนับว่าความเงียบคือดนตรีชนิดหนึ่งได้หรือเปล่า อันที่จริงดนตรีไม่จำเป็นต้องหมายความถึงเสียงเพลงเสมอไป หากมองให้ลึกลงไป ดนตรีสามารถเป็นได้ทั้งเสียงจากธรรมชาติที่อยู่ในขอบเขตการได้ยินของมนุษย์ หรือในรูปแบบของงานสร้างสรรค์ที่เกิดจากการครุ่นคิดเพื่อก่อให้เกิดสติปัญญาต่อผู้ฟังหรือเพื่อจุดประสงค์ในการกระตุ้นอารมณ์การรับรู้ของมนุษย์ หรือเพื่อการสะท้อนภาพของสังคมและวัฒนธรรมในแง่มุมต่างๆ
จากเสียงเคาะหิน เสียงตีไม้เมื่อหลายหมื่นปีก่อน ปัจจุบันเสียงดนตรีได้ถูกพัฒนาขึ้นจนมีความซับซ้อนทางด้านโครงสร้าง ไวยากรณ์ รูปแบบ ความหลากหลาย เรามีดนตรีหลากหลายประเภทให้เลือกฟังตามความต้องการ ตามสภาวะอารมณ์ในขณะนั้น ๆ หรือสภาวะแวดล้อมและบริบททางสังคม จุดร่วมเดียวกันของดนตรีไม่ว่าจะเป็นของชนชาติใดคือ ดนตรีเปรียบเสมือนเครื่องมือของมนุษย์ที่ไว้คอยตอบสนองความต้องการทางด้านอารมณ์ เป็นเครื่องมือที่สามารถแสดงอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าภาษาพูด เป็นศิลปะที่มนุษย์ทุกคนสามารถรับรู้และรู้ซึ้งได้โดยที่ไม่ต้องอาศัยความรู้ขั้นสูง ความเข้าใจหรือเหตุผลไม่ใช่องค์ประกอบสำคัญที่สุดในการฟังดนตรี แต่เป็นการสดับฟังด้วยใจที่เปิดกว้าง หลังจากนั้นเป็นหน้าที่ของดนตรีที่จะพาเราไปยังโลกแห่งจินตนาการที่รอให้เราเข้าไปสำรวจด้วยตัวเอง
จาก “ศาสตร์แห่งเสียง” สู่ “ศาสตร์แห่งการบำบัดรักษา”…
อย่างที่ได้เกริ่นไปว่า ดนตรีมีความผูกพันและเกี่ยวข้องกับมนุษย์มาตั้งแต่ยุคต้นของพัฒนาการของมนุษย์ ผลกระทบของดนตรีที่มีต่อมนุษย์นั้นเป็นเรื่องที่ได้มีการศึกษากันมายาวนาน ยิ่งมีการศึกษามากก็ยิ่งพบกับความมหัศจรรย์ของเสียงเพลง เรานั่งกินข้าวในร้านอาหารนานขึ้นกับร้านที่เลือกเปิดเพลงช้าๆ ในทางกลับกันกับร้านที่เปิดเพลงเร็ว ลูกค้าจะรับประทานอาหารและออกจากร้านเร็วกว่า ดนตรียังมีผลต่อการขายสินค้า เช่นในร้านไวน์ ลูกค้าจะเลือกซื้อไวน์ที่แพงขึ้นหากทางร้านเลือกเปิดเพลงคลาสสิก หรือการใช้เพลงเพื่อสื่อถึงสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่ง พอคุณร้องเพลงนั้นภาพของสินค้าชนิดนั้นก็จะเข้ามาในหัวของคุณทันที หรือแม้แต่อิทธิพลของเสียงเพลงที่มีต่อการบรรเทาความเจ็บปวดต่าง ๆ การใช้ดนตรีเพื่อช่วยในการรักษาอาการผิดปกติทางใจ หรือใช้เสริมกับการรักษาประเภทอื่น
การนำดนตรีมาใช้เพื่อจุดประสงค์ในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บนั้นเริ่มมีมาตั้งแต่ยุคสมัยโบราณ และยังมีบันทึกปรากฎในพระคัมภีร์ฉบับเก่าว่า:
“16:16 ขอเจ้านายของข้าพระองค์ทั้งหลาย จงบัญชาผู้รับใช้ของพระองค์ผู้ที่อยู่ต่อพระพักตร์พระองค์ให้หาคนที่มีฝีมือในการดีดพิณเขาคู่ และต่อมาเมื่อวิญญาณชั่วจากพระเจ้าสิงพระองค์ ก็ให้เขาดีดพิณเขาคู่แล้วพระองค์จะหายดี”
การใช้ดนตรีเพื่อจุดประสงค์ในการรักษานั้นถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานไปตามความแตกต่างของวัฒนธรรม ความเชื่อในแต่ละพื้นที่ ประวัติของการใช้ดนตรีเพื่อการบำบัดรักษาของแต่ละประเทศจึงมีความแตกต่างกันไปตามวัฒนธรรม ภาษาและความเชื่อที่ต่างกัน รูปแบบและการใช้งานของ “ดนตรีบำบัด” จึงต่างกันออกไปในแต่ละภูมิภาค ดังนั้นการที่เราจะรับเอารูปแบบของการบำบัดประเภทนี้มาใช้งานโดยที่ไม่คำนึงถึงภูมิหลังทางวัฒนธรรมของเราหรือนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับคนไทยนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมและจะทำให้คนไทยไม่ได้รับประโยชน์จากการรักษาด้วยดนตรีอย่างที่ควรจะเป็น
“ดนตรีบำบัด” นิยามที่เป็นมากกว่าการฟังเพลง
เมื่อเราทราบว่าดนตรีมีพลังในการรักษา และการประยุกต์ใช้ต้องอิงกับบริบททางวัฒนธรรม คำถามสำคัญต่อมาคือ แล้ว “ดนตรีบำบัด” (Music Therapy) ในฐานะศาสตร์การรักษาเชิงวิชาชีพนั้น คืออะไรกันแน่? และอะไรคือจุดที่แยกศาสตร์นี้ออกจากการ “ฟังเพลงแก้เครียด” หรือ “เล่นดนตรีเพื่อความสนุก”
หากจะนิยามอย่างง่ายที่สุดเพื่อพอให้เห็นภาพในเบื้องต้นว่า ดนตรีบำบัดคือการใช้สื่อดนตรีหรือองค์ประกอบของดนตรีอย่างมีจุดประสงค์เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในทางการบำบัดรักษา ดนตรีจะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเข้าถึงจิตใจของผู้รับบริการ และเปรียบได้กับเครื่องมือในการสื่อสารระหว่างผู้รับบริการกับนักบำบัดแทนการใช้ภาษาในการสื่อสาร
นิยามที่เรียบง่ายนี้ แท้จริงแล้วสะท้อนหลักการสากลที่วิชาชีพดนตรีบำบัดทั่วโลกยึดถือ การทำความเข้าใจหลักการเหล่านี้จะช่วยให้เราเห็นภาพว่าทำไมดนตรีบำบัดจึงสามารถเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ “จิตบำบัด” (Psychotherapy) ที่ลึกซึ้งได้
1. มาตรฐานระดับโลก: การใช้โดยผู้ประกอบวิชาชีพ (WFMT)
ในระดับสากล World Federation of Music Therapy (WFMT) หรือ สหพันธ์ดนตรีบำบัดโลก ได้ให้นิยาม (ฉบับปี 2011) ไว้ว่า:
“ดนตรีบำบัดคือการใช้ดนตรีและองค์ประกอบของดนตรีโดยผู้ประกอบวิชาชีพ (professional use) เพื่อเป็นการบำบัดรักษา (intervention) ในสภาพแวดล้อมทางการแพทย์ การศึกษา และในชีวิตประจำวัน กับปัจเจกบุคคล กลุ่ม ครอบครัว หรือชุมชน ที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพคุณภาพชีวิต (optimize their quality of life) และพัฒนาสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ทั้งในด้านร่างกาย สังคม การสื่อสาร อารมณ์ สติปัญญา และจิตวิญญาณ”
จุดสำคัญที่ WFMT เน้นย้ำคือ การวิจัย การปฏิบัติงาน การศึกษา และการฝึกอบรมทางคลินิกในดนตรีบำบัด จะต้องตั้งอยู่บน “มาตรฐานวิชาชีพตามบริบททางวัฒนธรรม สังคม และการเมือง” (professional standards according to cultural, social, and political contexts) ประเด็นนี้สอดคล้องอย่างยิ่งกับข้อสังเกตในตอนต้นว่า การบำบัดไม่สามารถนำมาใช้ได้โดยปราศจากการคำนึงถึงภูมิหลังทางวัฒนธรรม แสดงให้เห็นว่ามาตรฐานระดับโลก ไม่ได้หมายถึงการทำเหมือนกันหมด แต่หมายถึงการยึดหลักวิชาชีพที่ปรับประยุกต์ให้เข้ากับบริบทของผู้รับการบำบัดนั่นเอง
2. มิติทางคลินิก: หลักฐานและเป้าหมายเฉพาะบุคคล (AMTA)
แล้ว “การใช้โดยผู้ประกอบวิชาชีพ” นั้นแตกต่างจากการสอนดนตรีหรือการเล่นดนตรีทั่วไปอย่างไร? American Music Therapy Association (AMTA) หรือ สมาคมดนตรีบำบัดแห่งอเมริกา ให้คำจำกัดความที่เจาะจงในเชิงคลินิกไว้ว่า:
“ดนตรีบำบัดคือการใช้ดนตรีบำบัดเชิงคลินิกและอิงตามหลักฐาน (clinical & evidence-based use) เพื่อบรรลุเป้าหมายเฉพาะบุคคล (individualized goals) ภายในความสัมพันธ์เชิงบำบัด (therapeutic relationship) โดยผู้ประกอบวิชาชีพที่ผ่านการรับรอง (credentialed professional) ซึ่งสำเร็จหลักสูตรดนตรีบำบัดที่ได้รับการอนุมัติแล้ว”
นี่คือคำตอบแรกที่ชัดเจนว่าทำไมดนตรีบำบัดจึงทำได้มากกว่าแค่ความผ่อนคลาย เพราะไม่ใช่แค่การเปิดเพลงฟัง แต่เป็นกระบวนการที่อยู่บนพื้นฐานของหลักฐานเชิงประจักษ์, มี “เป้าหมาย” ที่ชัดเจนซึ่งออกแบบมาเพื่อบุคคลนั้นๆ (เช่น เพื่อส่งเสริมการสื่อสาร, ลดความเจ็บปวด, เพิ่มความจำ หรือแสดงออกทางอารมณ์) และที่สำคัญที่สุด คือต้องเกิดขึ้น “ภายในความสัมพันธ์เชิงบำบัด” กับผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการรับรอง
3. มิติทางจิตวิทยา: การสื่อสารที่ไร้คำพูด (BAMT)
“ความสัมพันธ์เชิงบำบัด” นี้ทำงานอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อดนตรีเข้ามาเกี่ยวข้อง? British Association for Music Therapy (BAMT) หรือ สมาคมดนตรีบำบัดแห่งสหราชอาณาจักร ได้อธิบายกลไกนี้ไว้ และนิยามดนตรีบำบัดอย่างชัดเจนว่าเป็น “การบำบัดเชิงจิตวิทยาทางคลินิก” (established psychological clinical intervention)
BAMT ชี้ว่าทุกคนมีความสามารถในการตอบสนองต่อดนตรี ดนตรีบำบัดจึงใช้การเชื่อมต่อนี้เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในด้านอารมณ์และการสื่อสาร โดยอาศัย “ปฏิสัมพันธ์ทางดนตรีสด” (live musical interaction) ระหว่างผู้รับการบำบัดและนักบำบัด กลไกนี้ทำให้ดนตรีบำบัดมีประสิทธิภาพอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ “มีปัญหากับการสื่อสารด้วยคำพูด” (struggle with verbal communication) เพราะดนตรีกลายเป็นภาษาที่ช่วยให้พวกเขาสร้างการเชื่อมต่อกับตนเองและผู้อื่นได้
4. มิติทางจิตบำบัดเชิงลึก: การแสดงออกในสิ่งที่พูดไม่ได้ (DMtG)
การเชื่อมโยงดนตรีบำบัดสู่การเป็น “จิตบำบัด” จะชัดเจนที่สุดเมื่อเรามองไปที่มาตรฐานที่เข้มข้นอย่างในประเทศเยอรมนี Deutsche Musiktherapeutische Gesellschaft (DMtG) หรือ สมาคมดนตรีบำบัดแห่งเยอรมนี นิยามว่า:
“ดนตรีบำบัดคือการใช้ดนตรีอย่างตรงจุด (targeted use) ภายในกรอบของความสัมพันธ์เชิงบำบัด เพื่อฟื้นฟู รักษา และส่งเสริมสุขภาพจิต ร่างกาย และการรับรู้”
สิ่งที่น่าสนใจคือปรัชญาเบื้องหลังแนวทางของเยอรมัน (ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของ Chalat Music Therapy ที่ผสานมาตรฐาน “จิตบำบัดจากประเทศเยอรมนี” เข้ากับบริบทของคนไทย) DMtG อธิบายว่าดนตรีบำบัดใช้ “พลังดั้งเดิมของดนตรี” (archaic power of music) ในกระบวนการบำบัด เพื่อให้ “สิ่งที่พูดไม่ได้สามารถแสดงออกได้” (the unspeakable finds an expression)
นี่คือหัวใจสำคัญที่เชื่อมโยงดนตรีเข้ากับจิตบำบัดเชิงลึก (Psychodynamic Psychotherapy) มันคือการใช้ดนตรีเป็นสะพานเชื่อมโยงร่างกาย อารมณ์ และจิตวิญญาณ เพื่อ “พูดคุยในสิ่งที่คำพูดอาจไปไม่ถึง” ดนตรีจึงไม่ได้ถูกใช้เพื่อ “กลบ” ความรู้สึก แต่ถูกใช้เพื่อ “ค้นหา” และ “แสดงออก” ซึ่งความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ แม้เป็นความรู้สึกที่ยากลำบากหรือเจ็บปวดก็ตาม
ดังนั้น เพื่อสรุปให้เห็นภาพชัดเจนสำหรับบุคคลทั่วไป ตารางด้านล่างนี้คือข้อแตกต่างสำคัญระหว่าง “การใช้ดนตรีทั่วไป” กับ “ดนตรีบำบัดเชิงวิชาชีพ”
ตารางที่ 1: ตารางเปรียบเทียบ: “การใช้ดนตรีทั่วไป” กับ “ดนตรีบำบัดเชิงวิชาชีพ”
มิติ (Aspect) | การใช้ดนตรีทั่วไป (Everyday Music Use) | ดนตรีบำบัด (Professional Music Therapy) |
เป้าหมาย (Goal) | ความเพลิดเพลิน, ผ่อนคลาย, ความสนุก, การศึกษา | “เป้าหมายเฉพาะบุคคล” ทางคลินิก (เช่น ลดก้าวร้าว, เพิ่มสมาธิ, จัดการความวิตกกังวล) |
ผู้ดำเนินการ (Facilitator) | ตนเอง, ครูสอนดนตรี, ศิลปิน | “ผู้ประกอบวิชาชีพที่ผ่านการรับรอง” (Credentialed Professional Music Therapist) |
กระบวนการ (Process) | ขึ้นกับอารมณ์, ไม่มีโครงสร้างที่ชัดเจน | “เชิงคลินิกและอิงตามหลักฐาน” (Clinical & Evidence-based) มีการประเมิน วางแผน และติดตามผล |
หัวใจสำคัญ (Core Focus) | คุณภาพของเสียงดนตรี, ความไพเราะ, ทักษะการเล่น | “ความสัมพันธ์เชิงบำบัด” (Therapeutic Relationship) ที่เกิดขึ้นผ่านดนตรี |
ผลลัพธ์ที่คาดหวัง (Outcome) | การเปลี่ยนแปลงอารมณ์ชั่วคราว, ทักษะดนตรี | เพิ่มประสิทธิภาพคุณภาพชีวิต”, “ฟื้นฟูสุขภาพ” ในระยะยาว |
รูปแบบของดนตรีบำบัด: จากการเล่นสู่การฟังอย่างลึกซึ้ง
เมื่อดนตรีบำบัดคือกระบวนการที่มีเป้าหมายชัดเจน แล้วนักดนตรีบำบัด “ใช้” ดนตรีในรูปแบบใดบ้าง? โดยทั่วไปสามารถแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบหลัก 1 ซึ่งทั้งสองรูปแบบต่างก็เป็นกระบวนการบำบัดที่ลึกซึ้ง
การบำบัดด้วยการเล่น (Active Music Therapy)
การบำบัดด้วยดนตรีจะเน้นหนักไปที่การให้ผู้ป่วยเล่นเครื่องดนตรีเอง (Active Music Therapy) ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางในเยอรมนีที่ระบุว่าเป็นรูปแบบที่ “ใช้บ่อยกว่ามาก” (much more frequently used) โดยเน้นที่ “การด้นสดเฉพาะบุคคล” (individual improvisation)
นี่คือการเล่นแบบอิสระ (free improvisation) ไม่จำเป็นที่จะต้องมีความรู้ทางดนตรีหรือเล่นเครื่องดนตรีมาก่อน และไม่ให้ความสำคัญในเรื่องความถูกต้องและความสวยงามทางดนตรี เหตุผลเพราะเป้าหมายไม่ใช่การสร้างผลงานศิลปะ แต่เพื่อการแสดงออก เสียงดนตรีที่ออกมาจากผู้ป่วยเป็นตัวสะท้อนถึงสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจและจิตใต้สำนึกของตัวผู้ป่วยเอง เป็นสัญลักษณ์ท่ีใช้สะท้อนถึงปมปัญหาในจิตใจ สะท้อนถึงความสัมพันธ์กับผู้อื่น
ในที่นี้นักดนตรีบำบัดมีหน้าที่เล่นเครื่องดนตรีอีกชิ้นประกอบคลอไปกับผู้ป่วย (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “ปฏิสัมพันธ์ทางดนตรีสด”) โดยที่จะต้องทำให้ผู้ป่วยมีความเคยชินกับเครื่องดนตรีและกล้าที่จะเล่นออกมาโดยที่ไม่รู้สึกเขินอาย อีกทั้งยังต้องคอยสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงในเสียงดนตรีที่เล่นออกมาจากผู้ป่วยรวมไปถึงพฤติกรรมของผู้ป่วยในระหว่างเล่นด้วย
การบำบัดด้วยการฟัง (Receptive Music Therapy)
ดนตรีบำบัดอีกประเภทคือ Receptive Music Therapy (หรือที่เคยเรียกว่า Passive Music Therapy) คือการบำบัดโดยการฟังเพลง การบำบัดแบบนี้มีแนวคิดที่ว่า เสียงดนตรีมีผลให้เกิดการติดต่อเชื่อมโยงกับสมองในส่วนของความทรงจำที่เกี่ยวกับเหตุการณ์หรือบุคคล ซึ่งความทรงจำต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องราวในอดีตนั้น มักจะมีเรื่องของอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ
แต่จุดที่ทำให้กระบวนการนี้เป็น “การบำบัด” และแตกต่างจากการฟังเพลงเพื่อผ่อนคลายที่บ้าน คือสิ่งที่เกิดขึ้น “หลังจาก” ฟังเพลง
“หลังจากที่ผู้ป่วยได้ฟังเพลงแล้ว นักบำบัดจะซักถามรายละเอียดจากผู้ป่วยถึงความรู้สึกเมื่อได้ฟังเพลงนั้นๆ” เพลงที่นำมาใช้จึงเป็นเครื่องมือในการ “กระตุ้น” อารมณ์และความทรงจำที่อาจถูกเก็บกดไว้ เพื่อนำสิ่งที่ผุดขึ้นมานั้น (ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความเศร้า หรือความเจ็บปวด) เข้าสู่กระบวนการ “จิตบำบัด” ผ่านการพูดคุยประมวลผล (processing) กับนักบำบัดในพื้นที่ที่ปลอดภัย เพลงที่ใช้อาจเป็นเพลงที่ผู้ป่วยชอบ หรือเพลงที่คุ้นเคย หรือแม้แต่เพลงที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนก็ได้ ขึ้นอยู่กับเป้าหมายในการบำบัดในขณะนั้น
“นักดนตรีบำบัด”: หัวใจสำคัญที่เชื่อม “ดนตรี” เข้ากับ “การบำบัด”
จากที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นว่าตัวเชื่อมที่สำคัญที่สุดระหว่าง “ดนตรี” กับ “บำบัด” คือ “นักดนตรีบำบัด” (Music Therapist)
นักดนตรีบำบัดมีหน้าที่เสมือนเป็น “ล่ามแปล” ความหมายที่ซ่อนอยู่ในเสียงดนตรีให้ออกมาอยู่ในรูปของ “ภาษา” ที่คนทั่วไปเข้าใจได้ พวกเขาคือผู้ที่รับฟัง “สิ่งที่พูดไม่ได้” (the unspeakable) ที่ถูกแสดงออกผ่านการด้นสดแบบ Active และเป็นผู้ที่นำทางผู้ป่วยในการสำรวจอารมณ์ที่ถูกกระตุ้นขึ้นมาจากการฟังแบบ Receptive
ซึ่งทักษะในการ “แปล” เสียง ออกมาเป็นภาษานั้นต้องอาศัยการฝึกฝน เรียนรู้ทั้งในด้านดนตรี ความรู้ด้านจิตวิทยา ความรู้เรื่องร่างกายมนุษย์ ความรู้ทางด้านโรคทางจิตเวช เทคนิคการให้คำปรึกษาและการพูดคุย เป็นต้น ซึ่งองค์ความรู้และทักษะเหล่านี้สามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้อย่างเป็นระบบผ่านหลักสูตรอบรมนักดนตรีบำบัดที่มีมาตรฐานตามสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ทั้งภายในและนอกประเทศ
นี่คือเหตุผลที่สรุปได้ว่า ทำไมดนตรีบำบัดจึงเป็นศาสตร์ที่ทำได้มากกว่าแค่การฟังเพลงเพื่อความผ่อนคลายหรือเล่นดนตรีเพื่อความสนุก
หากปราศจากนักดนตรีบำบัดที่มีวิชาชีพ ผู้ที่ทำหน้าที่สร้าง “ความสัมพันธ์เชิงบำบัด” และใช้กระบวนการที่ “อิงตามหลักฐาน” เพื่อบรรลุ “เป้าหมายเฉพาะบุคคล” แล้ว…
..เสียงที่เล่นออกมาหรือแม้แต่ประสบการณ์ที่ได้รับจากการฟังหรือเล่นดนตรีก็ไม่ต่างอะไรจากการฟังเพลงหรือเล่นดนตรีในชีวิตประจำวัน
