เมื่อดนตรีทำอะไรได้มากกว่าแค่การผ่อนคลาย
เวลาพูดถึงคำว่า “ดนตรีบำบัด” ผมมักเจอคำถามคล้าย ๆ กันอยู่เสมอครับ
“คือการเปิดเพลงให้คนไข้ฟังเพื่อให้สบายใจใช่ไหม?”
“เป็นเพลงสำหรับนอนหลับหรือเปล่า?”
“คล้าย ๆ การใช้เสียงเพื่อผ่อนคลายไหม?”
คำตอบคือ ใช่ครับ…แต่ก็ไม่ทั้งหมด
เพราะดนตรีสามารถช่วยให้เราผ่อนคลายได้จริง เพลงบางเพลงช่วยลดความตึงเครียด ช่วยให้เราหายใจช้าลง ทำให้รู้สึกปลอดภัย หรือพาใจออกจากความวุ่นวายในแต่ละวันได้ และประโยชน์ตรงนี้ก็มีคุณค่ามากในตัวมันเอง
แต่ในงานดนตรีบำบัด ดนตรีสามารถทำหน้าที่ได้ไกลกว่านั้น
มันอาจไม่ได้มีหน้าที่เพียงทำให้เรารู้สึกดีขึ้น
แต่อาจช่วยให้เรา ได้ยินบางสิ่งในตัวเองชัดขึ้น
บางสิ่งที่เราไม่รู้ว่าจะพูดออกมาอย่างไร
บางความรู้สึกที่เราพยายามเก็บไว้
บางความขัดแย้งที่เรายังหาคำตอบไม่ได้
หรือบางรูปแบบในชีวิตที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ จนเราสงสัยว่า
“ทำไมเรื่องแบบนี้ถึงเกิดกับเราอีกแล้ว?”
นี่เป็นพื้นที่หนึ่งที่ดนตรีสามารถเข้ามามีบทบาทได้ครับ
ดนตรีไม่ได้มีแค่หน้าที่ “ทำให้รู้สึกดี”
เรามักคุ้นเคยกับการใช้ดนตรีเพื่อเปลี่ยนอารมณ์
เครียดก็เปิดเพลงสบาย ๆ
เศร้าก็หาเพลงปลอบใจ
อยากมีแรงก็เปิดเพลงที่กระตุ้นพลัง
ทั้งหมดนี้เป็นวิธีใช้ดนตรีที่เป็นธรรมชาติและมีประโยชน์
แต่ลองคิดอีกแบบหนึ่งครับ
ถ้าวันหนึ่งแทนที่จะรีบใช้เพลงเพื่อทำให้ความเศร้าหายไป เราลองใช้ดนตรีเพื่อ อยู่กับความเศร้านั้นสักพัก จะเกิดอะไรขึ้น?
ถ้าแทนที่จะพยายามทำให้ความโกรธสงบลงทันที เราลองฟังว่าความโกรธนั้นกำลังพยายามบอกอะไรเรา?
หรือถ้าความรู้สึกบางอย่างไม่มีคำพูดที่เหมาะสม เราสามารถปล่อยให้จังหวะ เสียง ความดัง ความเงียบ หรือการด้นสด พูดแทนเราได้ไหม?
ในดนตรีบำบัดเชิงจิตพลวัต หรือ Psychodynamic Music Therapy ดนตรีและปฏิสัมพันธ์ทางดนตรีสามารถทำหน้าที่เป็นสื่อสำหรับการแสดงออก การสำรวจ และการสื่อสาร ขณะเดียวกันความสัมพันธ์ระหว่างผู้รับบริการกับนักบำบัดก็เป็นส่วนสำคัญของกระบวนการทำความเข้าใจและการเปลี่ยนแปลงด้วย
ดังนั้น จุดหมายจึงไม่จำเป็นต้องเป็นการทำให้ทุกความรู้สึกที่ไม่สบายใจหายไป
บางครั้งเป้าหมายคือการช่วยให้เราเข้าใจว่า
ทำไมความรู้สึกนั้นถึงอยู่ตรงนั้นตั้งแต่แรก
บางครั้งเสียงที่เราเล่น กำลังพูดสิ่งที่เรายังพูดไม่ได้
ในห้องดนตรีบำบัด เราอาจไม่ได้เริ่มต้นด้วยคำถามว่า
“วันนี้คุณมีปัญหาอะไร?”
เสมอไป
เราอาจเริ่มจากเครื่องดนตรีสองสามชิ้น แล้วลองเล่นด้วยกัน
ไม่มีเพลงที่ต้องเล่นให้ถูก
ไม่มีคะแนน
ไม่มีกรรมการ
และไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานทางดนตรี
สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่แค่ว่า “เล่นเพราะหรือไม่เพราะ”
แต่คือ เกิดอะไรขึ้นระหว่างที่เราเล่นด้วยกัน
บางคนเล่นเบามากจนแทบไม่ได้ยินเสียงของตัวเอง
บางคนเล่นเต็มพื้นที่จนแทบไม่มีช่องให้คนอื่นเข้ามา
บางคนจะไม่เริ่มจนกว่านักบำบัดจะเริ่มก่อน
บางคนพยายามเล่นให้ “ถูก” อยู่ตลอดเวลา ทั้งที่ไม่มีโจทย์ให้เล่นถูกเลย
บางคนเล่นอย่างอิสระมาก แต่เมื่ออีกคนเริ่มเข้ามาใกล้ทางดนตรีกลับค่อย ๆ ถอนตัวออก
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถมองรูปแบบการเล่นแล้วสรุปทันทีว่า “คุณเป็นคนแบบนี้” เพราะพฤติกรรมทางดนตรีไม่ควรถูกตีความแยกออกจากบริบทของบุคคลและความสัมพันธ์
สิ่งที่นักดนตรีบำบัดทำจึงไม่ใช่การถอดรหัสเสียงเหมือนทำนายบุคลิกภาพ
แต่คือการ ตั้งข้อสังเกตและสำรวจร่วมกัน
“เมื่อกี้ตอนผมเริ่มเล่นเข้ามาด้วย รู้สึกอย่างไรบ้างครับ?”
“ช่วงไหนรู้สึกว่าเราเล่นอยู่ด้วยกัน?”
“แล้วมีช่วงไหนที่รู้สึกว่าอยากถอยออกไป?”
คำถามเล็ก ๆ แบบนี้ บางครั้งพาเราไปพบเรื่องที่ใหญ่กว่าดนตรีมาก
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในสามนาทีของการเล่นดนตรี อาจมีบางส่วนคล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์นอกห้องบำบัด
ดนตรีจึงสามารถกลายเป็นพื้นที่ทดลองความสัมพันธ์
สมมติว่าคนคนหนึ่งคุ้นเคยกับการตามใจคนอื่นมาตลอดชีวิต
เวลามีความขัดแย้ง เขาจะถอย
เวลามีความต้องการ เขาจะเก็บไว้
เวลาต้องเลือก เขาจะถามคนอื่นก่อนเสมอว่า “คุณอยากได้อะไร?”
บางครั้งรูปแบบนี้ก็ปรากฏขึ้นในการเล่นดนตรีด้วย
เขาอาจคอยฟังว่านักบำบัดเล่นอะไร แล้วจึงเล่นตาม
ไม่กล้าเปลี่ยนจังหวะ
ไม่กล้าเล่นเสียงดัง
หรือพยายามทำให้อีกฝ่ายพอใจ
ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การบอกเขาว่า
“เห็นไหม คุณเป็นคนเอาใจคนอื่น”
แต่อยู่ที่การสร้างพื้นที่ปลอดภัยพอให้เขาค่อย ๆ สังเกตด้วยตัวเองว่า
“จริงด้วย…ผมเหมือนกำลังรอให้อีกคนอนุญาตตลอดเวลา”
จากนั้นเราอาจลองสิ่งใหม่ผ่านดนตรี
ลองเป็นฝ่ายเริ่มก่อน
ลองกำหนดจังหวะ
ลองปล่อยให้อีกคนตาม
ลองเล่นเสียงที่ตัวเองอยากเล่นโดยไม่ต้องคิดว่าอีกคนจะชอบไหม
สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการ “เข้าใจ” ด้วยความคิด
แต่เป็นการ ได้มีประสบการณ์ใหม่จริง ๆ
นี่เป็นหนึ่งในสิ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจมากของดนตรีในกระบวนการบำบัด
เพราะบางอย่างเราอาจพูดถึงมาหลายปี แต่ไม่เคยมีโอกาสรู้สึกว่าการทำสิ่งนั้นแตกต่างออกไปจริง ๆ เป็นอย่างไร
และบางครั้ง “ความเงียบ” ก็เป็นส่วนหนึ่งของดนตรี
อีกเรื่องที่สำคัญคือ ในดนตรีบำบัดเราไม่จำเป็นต้องเติมเสียงตลอดเวลา
ความเงียบก็เป็นประสบการณ์หนึ่ง
หลังจากเล่นดนตรีจบ บางคนอาจเงียบอยู่นาน
นักบำบัดไม่จำเป็นต้องรีบถามคำถามเพื่อทำลายความเงียบนั้น เพราะช่วงเวลาที่ไม่มีใครพูดอาจเป็นช่วงที่ประสบการณ์บางอย่างกำลังก่อตัวขึ้นภายใน การเว้นพื้นที่และสังเกตแรงผลักของตัวนักบำบัดเองที่อยากรีบเติมความเงียบ จึงเป็นส่วนหนึ่งของงานเช่นกัน
บางครั้งหลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ผู้รับบริการอาจพูดขึ้นมาว่า
“เมื่อกี้ผมนึกถึงพ่อครับ”
ประโยคเดียวนี้อาจเปิดพื้นที่ของการทำงานอีกมากมาย
ไม่ใช่เพราะนักบำบัดรู้ล่วงหน้าว่าเสียงนั้นหมายถึงพ่อ
แต่เพราะดนตรีได้สร้างเงื่อนไขให้บางประสบการณ์สามารถปรากฏขึ้นมาได้
ดนตรีจึงไม่ใช่ยา และนักดนตรีบำบัดก็ไม่ใช่นักมายากล
ผมคิดว่าเรื่องนี้ควรพูดกันตรง ๆ ครับ
ดนตรีไม่ได้รักษาทุกอย่าง
ไม่มีเพลงชุดหนึ่งที่แก้ความเศร้าของทุกคน
ไม่มีคอร์ดพิเศษที่รักษาบาดแผลทางใจ
ไม่มีความถี่เดียวที่เหมาะกับมนุษย์ทุกคน
และการทำดนตรีบำบัดก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องค้นหาความหมายลึก ๆ จากเสียงทุกเสียง
บางวันผู้รับบริการอาจต้องการเพียงพื้นที่พัก
บางวันอาจต้องการจัดการความเครียด
บางวันอาจต้องการฝึกทักษะการสื่อสาร
บางช่วงอาจต้องการทำงานกับความสูญเสีย ความสัมพันธ์ ความรู้สึกต่อตัวเอง หรือรูปแบบบางอย่างที่เกิดขึ้นซ้ำในชีวิต
เป้าหมายและวิธีการจึงขึ้นอยู่กับแต่ละคน
ในกรอบ psychodynamic เป้าหมายอาจครอบคลุมตั้งแต่การตระหนักรู้และเข้าใจตนเองมากขึ้น การทำความเข้าใจความขัดแย้งภายใน การรับรู้และบูรณาการอารมณ์ การเห็นรูปแบบที่เกิดซ้ำในชีวิต ไปจนถึงการเพิ่มความยืดหยุ่นทางจิตใจและความสามารถในการเลือกวิธีตอบสนองต่อชีวิตของตนเองมากขึ้น
และนี่ไม่ใช่การแข่งขันว่าใคร “ลึกกว่า” ใคร
การอธิบายว่าดนตรีบำบัดทำอะไรได้มากกว่าการผ่อนคลาย ไม่ได้หมายความว่าการผ่อนคลายไม่มีคุณค่า
ไม่ได้หมายความว่าวิธีการอื่นด้อยกว่า
และไม่ได้หมายความว่าดนตรีบำบัดควรทำหน้าที่แทนจิตแพทย์ นักจิตวิทยา นักจิตบำบัด นักกิจกรรมบำบัด นักกายภาพบำบัด พยาบาล นักสังคมสงเคราะห์ หรือวิชาชีพสุขภาพอื่น ๆ
แต่ละวิชาชีพมีองค์ความรู้ ขอบเขต และเครื่องมือของตัวเอง
ในหลายกรณี การดูแลที่ดีที่สุดเกิดขึ้นจากการที่หลายวิชาชีพสามารถทำงานร่วมกัน และรู้ว่าเมื่อใดควรส่งต่อหรือประสานงานกับผู้เชี่ยวชาญด้านอื่น
สิ่งที่ดนตรีบำบัดนำเข้ามาเพิ่มเติม คือ การใช้ประสบการณ์ทางดนตรีอย่างมีเป้าหมายภายในความสัมพันธ์เพื่อการบำบัด
ไม่ใช่เพราะดนตรีเหนือกว่าคำพูด
แต่เพราะมนุษย์ไม่ได้มีเฉพาะสิ่งที่สามารถเล่าเป็นคำพูดได้เท่านั้น
เรายังมีความรู้สึกในร่างกาย
ความทรงจำ
ภาพ
ความเงียบ
จังหวะ
แรงกระตุ้น
ความรู้สึกอยากเข้าใกล้หรือถอยออก
และประสบการณ์อีกมากมายที่บางครั้งคำพูดเดินทางไปไม่ถึงในทันที
ใน psychodynamic music therapy ประสบการณ์ทางดนตรีที่เกิดขึ้นระหว่างผู้รับบริการกับนักบำบัดสามารถถูกใช้เพื่อสำรวจรูปแบบของพฤติกรรมและความสัมพันธ์ รวมถึงประสบการณ์บางอย่างจากอดีตที่อาจกลับมาปรากฏในความสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์ทางดนตรีในปัจจุบัน
เพราะบางครั้งเราไม่ได้ต้องการเพลงที่ทำให้ความรู้สึกหายไป
เราอาจต้องการเพลงที่ช่วยให้เรา ได้อยู่กับมันอย่างปลอดภัย
ไม่ได้ต้องการเสียงที่กลบความเศร้า
แต่อาจต้องการเสียงที่ทำให้เรากล้าเข้าใกล้ความเศร้านั้น
ไม่ได้ต้องการจังหวะที่ทำให้ความโกรธสงบลงทันที
แต่อาจต้องการพื้นที่ที่ทำให้เราเข้าใจว่าความโกรธกำลังปกป้องอะไรอยู่
ไม่ได้ต้องการเพลงที่บอกเราว่า “ทุกอย่างจะดีเอง”
แต่อาจต้องการใครสักคนที่สามารถอยู่ตรงนั้นกับเรา ขณะที่เรากำลังค้นหาว่า
จริง ๆ แล้วเกิดอะไรขึ้นข้างในตัวเรา
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม สำหรับผม ดนตรีบำบัดจึงไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า
“เพลงอะไรฟังแล้วผ่อนคลาย?”
แต่อาจเริ่มต้นจากคำถามที่ต่างออกไปว่า
“วันนี้ ดนตรีจะช่วยให้เราได้ยินอะไรในตัวเองบ้าง?”
เพราะบางครั้งการเยียวยาไม่ได้เกิดจากการทำให้เสียงที่ไม่สบายใจเงียบลง
แต่อาจเกิดขึ้นในวันที่เราสามารถฟังเสียงนั้นได้
เข้าใจว่ามันมาจากไหน
และไม่ต้องใช้ชีวิตภายใต้อิทธิพลของมันเหมือนเดิมอีกต่อไปครับ
#ChalatMusicTherapy#MusicTherapy#ดนตรีบำบัด#PsychodynamicMusicTherapy#ดนตรีบำบัดเชิงจิตพลวัต#Psychotherapy#MentalHealth#TherapeuticRelationship#ClinicalImprovisation#MusicAndEmotion#SelfAwareness#UnderstandingYourself#เสียงที่อยู่ข้างในเรา