เมื่อความผิดพลาดไม่เคยได้รับอนุญาต: Perfectionism กับพื้นที่ของการเล่นในดนตรีบำบัด
ปัญหาที่เราเจอได้บ่อยในคนไทยจำนวนไม่น้อยคือ Perfectionism หรือความรู้สึกว่าตัวเองต้องทำทุกอย่างให้ดีและถูกต้องอยู่เสมอ ซึ่งหลายครั้งไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นคน “เรื่องมาก” หรือ “คาดหวังกับตัวเองสูง” อย่างที่เรามองเห็นในตอนโต แต่มันอาจมีรากมาจากวิธีที่เขาถูกเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก
รากของ Perfectionism: เด็กที่ไม่มีพื้นที่ให้ลองผิด
เด็กไทยจำนวนมากโตมากับคำว่า ต้องเป็นเด็กดี ต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่ ห้ามเถียง ห้ามดื้อ ห้ามซน ห้ามร้องไห้ ห้ามโกรธ ห้ามเสียงดัง อย่าทำให้พ่อแม่ขายหน้า ต้องเรียนให้ดี ต้องทำให้ถูก และที่สำคัญคืออย่าทำให้คนอื่นผิดหวัง
บางบ้านอาจไม่ได้ใช้ความรุนแรงเลยด้วยซ้ำ แต่เด็กจะค่อย ๆ เรียนรู้จากสีหน้า น้ำเสียง การตำหนิ การเปรียบเทียบ หรือความรู้สึกผิดที่ผู้ใหญ่ส่งมาให้ว่า
“ถ้าฉันทำดี ฉันถึงจะเป็นที่ยอมรับ”
“ถ้าฉันทำผิด ฉันจะถูกตำหนิ”
“ถ้าฉันไม่เก่งพอ คนอื่นจะผิดหวังในตัวฉัน”
เมื่อเด็กต้องคอยควบคุมตัวเองอยู่ตลอดเวลา ต้องคอยดูว่าพ่อแม่ ครู หรือผู้ใหญ่ต้องการอะไรจากตัวเอง และแทบไม่มีพื้นที่ให้ลองผิดลองถูกอย่างอิสระ สิ่งเหล่านี้จะค่อย ๆ ถูกฝังเป็นเหมือนโปรแกรมบางอย่างอยู่ในหัวของเด็กคนนั้น
พอเติบโตขึ้น โปรแกรมนี้ก็อาจพัฒนาไปเป็นอุปนิสัย เป็นบุคลิกภาพ เป็นรูปแบบความคิดและพฤติกรรมโดยที่เจ้าตัวเองก็ไม่รู้ตัว
ความกลัวที่ซ่อนอยู่ใต้การควบคุม
ผู้รับบริการประเภทนี้มักจะมีความรู้สึกว่า ฉันต้องทำให้ถูก ฉันต้องทำให้ดี ฉันต้องไม่พลาด
และเมื่อเกิดข้อผิดพลาดขึ้น เขามักจะตำหนิตัวเองรุนแรงกว่าที่คนอื่นตำหนิเขาเสียอีก
บางคนผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็คิดวนอยู่หลายวัน บางคนรู้สึกอับอาย บางคนรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งพอ และถ้าเป็นคนที่ยังมีข้อจำกัดด้านการพัฒนาทางอารมณ์อยู่มาก ความรู้สึกผิดหรือความรู้สึกล้มเหลวเหล่านี้ก็อาจถูกโยนออกไปให้คนอื่นแทน เช่น โทษเพื่อนร่วมงาน โทษคู่รัก โทษสถานการณ์ หรือพยายามควบคุมคนรอบตัวให้ทำทุกอย่างตามที่ตัวเองคิดว่าถูกต้อง
เพราะลึกลงไปภายใต้ความต้องการที่จะควบคุมทุกอย่างให้อยู่ในมือของตัวเองนั้น มักจะมี ความกลัว ซ่อนอยู่
กลัวว่าถ้าปล่อยแล้วทุกอย่างจะพัง
กลัวว่าถ้าทำผิดจะถูกตำหนิ
กลัวว่าจะดูไม่เก่ง
กลัวว่าจะทำให้คนอื่นผิดหวัง
หรือกลัวว่าจะถูกมองว่า “ไม่ดีพอ”
สมองของเราจำประสบการณ์ตั้งแต่เด็กไว้ว่า ถ้าทำผิดแล้วอาจตามมาด้วยการถูกตำหนิ ถูกเปรียบเทียบ ถูกทำให้อาย หรือถูกถอนความพอใจจากคนที่เรารัก ดังนั้นเมื่อโตขึ้น จิตใจจึงพยายามทำทุกอย่างเพื่อหลีกเลี่ยงประสบการณ์แบบนั้นอีกครั้ง
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมคนบางคนจึงดูเหมือนเป็นคนควบคุมเก่ง วางแผนเก่ง ทำงานละเอียด รับผิดชอบสูง แต่ภายในกลับเหนื่อยมาก เพราะเขาแทบไม่เคยอนุญาตให้ตัวเอง “พลาด” ได้เลย
เมื่อ Perfectionism เข้ามาในห้องดนตรีบำบัด
ประโยคที่ผมได้ยินบ่อยมากเวลาทำดนตรีบำบัดกับผู้รับบริการกลุ่มนี้คือ
“ผมเล่นไม่ได้หรอก ผมไม่เคยเรียนดนตรี”
“หนูตีกลองไม่เป็นนะคะ”
“ต้องตีจังหวะไหนคะ ถึงจะถูก”
“เล่นแบบนี้ผิดไหม”
หรือบางคนเล่นไปไม่กี่นาทีก็พูดขึ้นมาว่า
“หงุดหงิดตัวเอง เล่นไม่ได้อย่างที่คิด”
ตรงนี้เองที่ดนตรีบำบัดมีพื้นที่ทำงานที่น่าสนใจมาก
เพราะเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การสอนให้ผู้รับบริการเล่นดนตรีเก่งขึ้น แต่คือการค่อย ๆ ลดความกลัวในใจของเขาว่า ถ้าเล่นผิดแล้วจะเป็นอะไรไหม ถ้าเสียงไม่เพราะจะมีใครหัวเราะไหม ถ้าทำไม่ได้จะถูกตัดสินหรือเปล่า
เราค่อย ๆ ช่วยให้เขาลดความรู้สึกว่าต้องควบคุมมือ ควบคุมนิ้ว ควบคุมจังหวะ หรือควบคุมตัวเองให้ “ถูกต้อง” อยู่ตลอดเวลา แล้วค่อย ๆ เพิ่มประสบการณ์ใหม่เข้าไปแทนว่า
ฉันสามารถลองได้
ฉันสามารถเล่นผิดได้
ฉันสามารถหยุดได้
ฉันสามารถเปลี่ยนใจได้
และที่สำคัญ ฉันสามารถเล่นดนตรีโดยไม่ต้องพิสูจน์อะไรให้ใครเห็นก็ได้
แต่ก่อนที่ผู้รับบริการจะไปถึงจุดที่สามารถเล่นดนตรีได้อย่างสนุกและเพลินไปกับคนอื่น เราต้องช่วยสร้างความอุ่นใจและความเชื่อมั่นให้เขาก่อน
ในช่วงแรก ผมอาจเริ่มจากแบบฝึกหัดจังหวะง่าย ๆ ให้เขาทำตาม ให้เขารู้ว่าตรงนี้มีโครงสร้าง มีคนคอยรองรับ และเขาไม่ได้ถูกโยนเข้าไปในพื้นที่ที่ไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไร
หลังจากนั้นจึงค่อย ๆ ลดโครงสร้างลงทีละน้อย
จากการเล่นตาม เริ่มมีช่องให้เลือกเอง
จากการเลือกเอง เริ่มมีการด้นสด
จากการด้นสดสั้น ๆ ค่อย ๆ ไปสู่การเล่นที่อิสระมากขึ้น
จนวันหนึ่งเขาอาจพบว่าตัวเองเล่นไปเรื่อย ๆ โดยไม่ได้คิดแล้วว่า “ถูกหรือผิด”
เมื่อเสียงดนตรีสะกิดสิ่งที่อยู่ข้างใน
และสิ่งที่น่าสนใจมากคือ ในระหว่างที่เราเล่นดนตรีด้วยกัน เสียงที่ผู้รับบริการเป็นคนสร้างขึ้นมาเองนั้นมักจะไปกระตุ้น แคะ แกะ หรือสะกิดอะไรบางอย่างที่อยู่ข้างใน
บางคนเริ่มนึกถึงเรื่องสมัยเด็ก
บางคนพูดถึงพ่อแม่
บางคนนึกถึงตอนถูกครูตำหนิ
บางคนนึกถึงความรู้สึกว่าตัวเองไม่เคยดีพอสักที
บางคนเพิ่งรู้ตัวว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเขาพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด เพราะกลัวว่าจะทำให้คนอื่นผิดหวัง
ตรงนี้ดนตรีจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงช่วยให้ผ่อนคลาย แต่กลายเป็นพื้นที่ที่ผู้รับบริการสามารถค่อย ๆ สัมผัสรูปแบบภายในของตัวเองได้โดยไม่ต้องเริ่มจากคำพูด
และเมื่อประสบการณ์ใหม่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ว่า
ฉันเล่นผิดได้ แต่ไม่มีใครว่า
ฉันหยุดได้ แต่ไม่มีใครผิดหวัง
ฉันเล่นไม่เพราะได้ แต่เรายังอยู่ด้วยกัน
ฉันไม่จำเป็นต้องควบคุมทุกอย่าง และก็ยังปลอดภัย
สิ่งเหล่านี้จะค่อย ๆ กลายเป็นประสบการณ์ใหม่ที่เข้าไปแทนที่ประสบการณ์เดิม
สุดท้ายสิ่งที่เราเห็นจึงไม่ใช่เพียงว่าผู้รับบริการ “เล่นดนตรีได้ดีขึ้น”
แต่คือเขาค่อย ๆ ผ่อนคลายลง มีพื้นที่ให้ตัวเองมากขึ้น ไม่เคร่งเครียดเหมือนช่วงแรก และเริ่มค้นพบว่า ชีวิตอาจไม่จำเป็นต้องถูกต้องไปเสียทุกอย่างก็ได้
บางครั้งการบำบัดจึงไม่ได้เริ่มจากการพยายามทำให้ผู้รับบริการ “เก่งขึ้น”
แต่อาจเริ่มจากการช่วยให้เขารู้ว่า
แม้ในวันที่ทำได้ไม่ดี เขาก็ยังมีพื้นที่ที่จะเป็นตัวเองได้อยู่
#ดนตรีบำบัด#musictherapy#psychodynamicmusictherapy#chalatmusictherapy