คนทำงานเยียวยาไม่ใช่ผู้รู้และตอบได้ทุกคำถาม แต่ต้องทนอยู่กับความไม่รู้และความไม่แน่นอนให้ได้

ในช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้ผ่านประสบการณ์ชีวิตบางอย่างที่ทำให้หนังสือเล่มหนึ่งบนชั้น ซึ่งก่อนหน้านี้ก็วางปะปนอยู่ท่ามกลางหนังสือจิตวิทยาและจิตบำบัดอีกหลายร้อยเล่ม จู่ ๆ กลับดึงดูดสายตาขึ้นมาอย่างประหลาด

หนังสือเล่มนั้นคือ Love’s Executioner, and Other Tales of Psychotherapy ของ Irvin D. Yalom จิตแพทย์ นักจิตบำบัด ศาสตราจารย์ด้านจิตเวชศาสตร์ และนักเขียนชาวอเมริกัน งานของ Yalom หลายเล่มเป็นหนังสือที่คนเรียนทางด้านจิตวิทยา จิตบำบัด การให้คำปรึกษา รวมถึงดนตรีบำบัดคุ้นเคยกันดี เพราะเขาเขียนเรื่องทฤษฎีที่ซับซ้อนให้กลับมาเป็นเรื่องของ “มนุษย์” ได้อย่างน่าสนใจ

Love’s Executioner เขียนขึ้นจากประสบการณ์การทำบำบัดจริงของเขา แต่สิ่งที่ทำให้ผมหยุดอ่านไม่ได้กลับไม่ใช่เทคนิคการบำบัด ไม่ใช่คำถามว่า Yalom ใช้ intervention อะไรกับผู้รับบริการคนไหน และไม่ใช่ความน่าสนใจของ case เพียงอย่างเดียว

สิ่งที่ผมสนใจมากกว่าคือ หนังสือเล่มนี้พูดถึงคำถามที่คนทำงานด้านการเยียวยาทุกคนควรถามตัวเองอยู่เสมอว่า

แท้จริงแล้ว เรากำลังเอาอะไรเข้าไปอยู่ในพื้นที่ของอีกคนหนึ่ง?

ไม่ว่าเราจะเรียกตัวเองว่านักจิตบำบัด นักให้คำปรึกษา นักดนตรีบำบัด ผู้ทำงานด้านศิลปะบำบัด ผู้ดูแลด้านจิตใจ Sound Healer หรือทำงานในศาสตร์อื่นที่ต้องเข้าไปสัมผัสกับความทุกข์ ความเปราะบาง และโลกภายในของมนุษย์ สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าเราหนีไม่พ้นคือ

เครื่องมือที่เราใช้ไม่เคยแยกออกจากตัวเราได้อย่างสมบูรณ์

ต่อให้เรามีทฤษฎีดีแค่ไหน ผ่านการอบรมมากเพียงใด หรือมีเทคนิคที่เชื่อว่าได้ผลมากขนาดไหน เมื่อเรานั่งอยู่กับมนุษย์อีกคนหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าแทบไม่เคยเป็นไปตามตำราแบบแป๊ะๆ

Yalom เขียนไว้ในตอนหนึ่งว่า คุณสมบัติสำคัญของวิชาชีพนี้คือ ความสามารถในการทนอยู่กับความไม่แน่นอน

ผมชอบความคิดนี้มาก

เพราะภาพของ “ผู้เยียวยา“ หรือ ”นักบำบัด” ที่สังคมมักจินตนาการคือคนที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น รู้ว่าควรถามอะไร รู้ว่าขั้นต่อไปต้องทำอะไร และสามารถนำผู้รับบริการเดินผ่านกระบวนการต่าง ๆ ไปสู่เป้าหมายอย่างมั่นใจ

แต่ประสบการณ์จริงกลับไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป

หลายครั้งเราก็ลังเล

หลายครั้งเราต้องด้นสด

หลายครั้งเราต้องเงียบ

หลายครั้งเรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรไปทางไหนต่อ

ความไม่รู้แบบนี้ไม่ได้แปลว่าผู้ทำงานไม่มีความรู้หรือไม่มีความสามารถ ตรงกันข้าม บางครั้งการรีบหาวิธีแก้ปัญหา รีบหาคำตอบ หรือรีบทำให้ทุกอย่าง “ชัดเจน” ต่างหากที่น่ากลัวกว่า

เพราะเมื่อคนทำงานทนต่อความไม่แน่นอนไม่ได้ เราอาจรีบหยิบทฤษฎีขึ้นมาอธิบายอีกคนหนึ่ง รีบตั้งชื่อสิ่งที่เขากำลังรู้สึก รีบบอกว่านี่คือ trauma นี่คือ attachment แบบนั้น นี่คือ defence mechanism แบบนี้ หรือรีบเลือกเทคนิคบางอย่างเพราะต้องการให้สถานการณ์กลับมาอยู่ในพื้นที่ที่เราควบคุมได้

ความรู้จึงสามารถกลายเป็นที่หลบภัยของผู้เยียวยาได้เหมือนกัน

Yalom เตือนถึงแรงยั่วยวนที่จะสร้างความแน่นอนให้ตัวเองด้วยการยึดติดกับสำนักความคิดหรือระบบการบำบัดที่ตายตัว เพราะเมื่อเรามั่นใจในกรอบของตัวเองมากเกินไป สิ่งที่สูญเสียไปอาจเป็นสิ่งสำคัญที่สุด นั่นคือ การพบกันจริง ๆ ระหว่างมนุษย์สองคน

ผมคิดว่าประเด็นนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะ psychotherapy เลย

แม้แต่ในการทำงานกับเสียง ดนตรี ลมหายใจ การสั่นสะเทือน หรือวิธีการเยียวยารูปแบบอื่น ถ้าเราเชื่อมากเกินไปว่าเสียงชนิดนี้ “ต้อง” ทำให้คนสงบ เครื่องดนตรีชนิดนี้ “ต้อง” เปิด chakra ความถี่นี้ “ต้อง” เยียวยา trauma หรือ intervention นี้ “ต้อง” พาไปสู่ภาวะบางอย่าง เราอาจไม่ได้กำลังฟังผู้รับบริการอีกต่อไปแล้ว

เราอาจกำลังฟังทฤษฎีของตัวเอง

เสียงที่ไพเราะ เครื่องมือที่ดี หรือความตั้งใจที่บริสุทธิ์ ไม่ได้ทำให้เราพ้นจากความรับผิดชอบในการสังเกตว่า มนุษย์ตรงหน้ากำลังมีประสบการณ์อะไรจริง ๆ

บางคนฟังเสียงแล้วสงบ

บางคนฟังแล้วรู้สึกไม่ปลอดภัย

บางคนอยากเข้าใกล้

บางคนอยากถอยออกมา

บางคนร้องไห้

บางคนไม่รู้สึกอะไรเลย

ไม่มีเครื่องมือใดมีความหมายโดยตัวมันเองโดยไม่ผ่านประสบการณ์ของคนที่กำลังรับมันอยู่

ตรงนี้ทำให้ผมนึกถึงอีกแนวคิดหนึ่งในหนังสือ ซึ่งดูเหมือนเป็นเรื่องความรัก แต่ผมคิดว่ามันพูดถึงกลไกของจิตใจมนุษย์ได้กว้างกว่านั้นมาก

Yalom เขียนถึงภาวะที่คนสองคนหลอมรวมกันจน “ฉัน” ค่อย ๆ ละลายเข้าไปใน “เรา”

ในเชิง existential เราอาจเขียนกระบวนการนี้อย่างง่าย ๆ ว่า

Self-awareness → awareness of separateness → existential isolation → anxiety

เมื่อเราตระหนักถึงตัวเอง เราก็เริ่มตระหนักว่า “ฉัน” เป็นคนละคนกับ “เธอ”

และเมื่อเรารู้ว่าเราแยกจากกัน เราก็ต้องเผชิญกับความจริงที่ไม่ค่อยน่ารื่นรมย์นักว่า ต่อให้เรารักกันมากเพียงใด เราก็ไม่สามารถเข้าไปเป็นอีกคนหนึ่งได้อย่างสมบูรณ์

เขาอาจจากเราไป

เราอาจสูญเสียเขา

เขาอาจไม่เข้าใจเราทั้งหมด

บางความรู้สึกไม่มีใครเข้าถึงได้อย่างแท้จริง

และท้ายที่สุด ชีวิตของเราก็ยังเป็นชีวิตที่เราต้องมีชีวิตอยู่ด้วยตัวเอง

ความตระหนักเช่นนี้นำเราไปสู่ความโดดเดี่ยวในระดับของการดำรงอยู่ และความโดดเดี่ยวนั้นก็สามารถนำไปสู่ความวิตกกังวลได้

แต่ fusion หรือภาวะหลอมรวมทำงานในทิศตรงกันข้าม

Fusion → dissolution of separateness → diminished self-awareness → diminished anxiety

เมื่อ “ฉัน” ค่อย ๆ หายไปใน “เรา” ความรู้สึกว่าฉันเป็นตัวตนที่แยกออกมาจากอีกคนหนึ่งก็ลดลง และความวิตกกังวลที่มากับความโดดเดี่ยวนั้นก็ลดลงตามไปด้วย

ฟังดูเหมือนเป็นทางออกที่ดี

แต่ปัญหาคือ

diminished anxiety comes at the price of diminished selfhood.

ราคาของความวิตกกังวลที่ลดลง

คือความเป็นตัวเองที่ลดลง

นี่คือเหตุผลที่ความสัมพันธ์บางแบบสามารถทำให้เรารู้สึกปลอดภัยอย่างมาก ขณะเดียวกันก็ค่อย ๆ ทำให้เราไม่รู้ว่าเราเป็นใคร

และผมคิดว่าประเด็นนี้น่าสนใจสำหรับงานเยียวยามาก เพราะการเยียวยาไม่ได้หมายความว่าเราต้องรีบนำความวิตกกังวล ความเศร้า ความกลัว หรือความเจ็บปวดออกไปจากอีกคนหนึ่งเสมอ

บางครั้งความรู้สึกเหล่านั้นกำลังพยายามบอกอะไรบางอย่าง

ความวิตกกังวลอาจกำลังพาเราไปพบความขัดแย้งบางอย่างในตัวเอง

ความเศร้าอาจกำลังบอกว่าเราสูญเสียสิ่งสำคัญ

ความโกรธอาจกำลังบอกว่าเขตแดนบางอย่างถูกละเมิด

ความโดดเดี่ยวอาจกำลังทำให้เราเห็นความสัมพันธ์ที่เราไม่เคยยอมรับว่าขาดหายไป

ถ้าเป้าหมายของผู้เยียวยาคือทำให้ “ความรู้สึกไม่ดี” หายไปให้เร็วที่สุด เราอาจเผลอทำสิ่งเดียวกับ fusion คือทำให้อาการเบาลง แต่ปิดประตูไม่ให้คนคนนั้นเข้าไปพบสิ่งที่อยู่ลึกกว่านั้น

การปลอบโยนจึงไม่เหมือนกับการเยียวยาเสมอไป

ความสงบก็ไม่ใช่หลักฐานว่ากระบวนการบำบัดกำลังเกิดขึ้นเสมอไป

และความไม่สบายใจเองก็ไม่ได้หมายความว่ามีอะไรผิดเสมอไปเช่นกัน

บางครั้งสิ่งที่เราต้องทำไม่ใช่การทำให้ผู้รับบริการหยุดรู้สึก แต่เป็นการช่วยให้เขามีพื้นที่มากพอที่จะ รู้สึกโดยไม่ถูกความรู้สึกนั้นกลืนกิน

ตรงนี้ทำให้บทบาทของผู้เยียวยาซับซ้อนขึ้นมาก

เพราะเราไม่ได้เป็นเพียง “ผู้สังเกต” ที่ยืนอยู่นอกชีวิตของอีกคนหนึ่ง เราเป็นผู้มีส่วนร่วมในความสัมพันธ์นั้นด้วย

Yalom เรียกสิ่งนี้ว่าบทบาทสองด้านของนักบำบัด คือทั้ง observer และ participant

ในด้านหนึ่ง เราต้องสามารถถอยออกมามากพอที่จะสังเกตว่าเกิดอะไรขึ้น เห็น pattern เห็นความสัมพันธ์ เห็นสิ่งที่ผู้รับบริการอาจยังมองไม่เห็น และใช้ความรู้ทางวิชาชีพช่วยประคองกระบวนการ

แต่อีกด้านหนึ่ง เราก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่กำลังอยู่ในห้องเดียวกัน

เรารู้สึก

เราตอบสนอง

บางครั้งเราชอบหรือไม่ชอบบางอย่าง

บางครั้งเรารู้สึกเบื่อ หงุดหงิด กลัว ปกป้อง สงสาร หรืออยากช่วยมากเกินไป

และบางครั้งคนที่เดินเข้ามาหาเรา ก็แตะบางอย่างในชีวิตของเราเอง

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม “การรู้จักเครื่องมือ” อย่างเดียวจึงไม่พอสำหรับคนทำงานด้านการเยียวยา

เราต้องค่อย ๆ รู้จัก ตัวเองในฐานะเครื่องมือ ด้วย

เราทนความเงียบได้แค่ไหน

เราทนความไม่รู้ได้แค่ไหน

เรารีบช่วยเพราะอีกคนต้องการความช่วยเหลือจริง ๆ หรือเพราะเราทนเห็นเขาทุกข์ไม่ได้

เราต้องการให้อีกคนดีขึ้นเพื่อเขา หรือเพราะเราต้องการรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้เยียวยาที่ดี

เราใช้ทฤษฎีเพื่อทำความเข้าใจ หรือใช้มันเพื่อป้องกันตัวเองจากความไม่แน่นอน

เราให้คำแนะนำเพราะเขาต้องการ หรือเพราะเราไม่รู้จะทำอะไรต่อ

เราใช้เสียงเพื่อเปิดพื้นที่ให้เขาฟังตัวเอง หรือใช้เสียงเพื่อกลบสิ่งที่เราเองไม่อยากได้ยิน

คำถามเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อทำให้คนทำงานรู้สึกผิด

แต่มีไว้เตือนว่า ทุกครั้งที่เราทำงานกับมนุษย์ ตัวเราเองก็อยู่ในสมการเสมอ

และเมื่อเราอยู่ในสมการ เราก็จำเป็นต้องมีความสามารถที่จะตรวจสอบตัวเอง ยอมรับข้อจำกัดของตัวเอง และรู้ว่าเมื่อไรควรเดินต่อ เมื่อไรควรหยุด เมื่อไรควรส่งต่อ และเมื่อไรสิ่งที่เกิดขึ้นในตัวเราไม่ใช่เรื่องของผู้รับบริการ แต่เป็นเรื่องของเราเอง

ผมคิดว่านี่คือความแตกต่างสำคัญระหว่างการ “มีเครื่องมือเพื่อช่วยคน” กับการ “รับผิดชอบต่อการเข้าไปอยู่ในพื้นที่เปราะบางของคนอีกคนหนึ่ง”

เพราะการทำงานเยียวยาไม่ใช่เรื่องของความตั้งใจดีเพียงอย่างเดียว

ความตั้งใจดีสำคัญ แต่ไม่เพียงพอ

ความรู้สำคัญ แต่ไม่เพียงพอ

เทคนิคสำคัญ แต่ไม่เพียงพอ

สิ่งที่ต้องมาคู่กันคือความสามารถในการอยู่กับความไม่แน่นอน การตระหนักรู้ในตนเอง ความถ่อมตนต่อสิ่งที่เราไม่รู้ ความสามารถในการฟัง และความพร้อมที่จะยอมรับว่าบางครั้งคนที่อยู่ตรงหน้าอาจไม่ได้ต้องการให้เรา “ทำอะไร” กับเขาเลย

บางครั้งสิ่งที่มีความหมายที่สุดอาจเป็นการมีใครสักคนอยู่ตรงนั้น โดยไม่รีบแก้ ไม่รีบอธิบาย ไม่รีบนำทาง และไม่หนีไปจากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น

ท้ายที่สุด สิ่งหนึ่งที่ผมชอบมากที่สุดในงานของ Yalom คือการที่เขาทำลายภาพแบ่งขั้วระหว่าง “คนรักษา” กับ “คนที่มีปัญหา”

คนที่มานั่งอยู่ตรงหน้าเราไม่ได้เป็นมนุษย์อีกชนิดหนึ่ง ที่ถูกตีตราด้วยคำว่า ”ป่วย“ ”ซึมเศร้า“ หรืออะไรก็ตามและคนที่นั่งอยู่ฝั่งผู้เยียวยาก็ไม่ได้หลุดพ้นจากความเปราะบางเพียงเพราะผ่านการศึกษา ผ่านการฝึก หรือมีชื่อวิชาชีพต่อท้ายตัวเอง

เราต่างอยู่ภายใต้เงื่อนไขเดียวกันของการเป็นมนุษย์

เราต่างต้องเผชิญกับความตาย

ต่างเคยสูญเสีย

ต่างกลัว

ต่างต้องเลือกระหว่างเสรีภาพกับความรับผิดชอบ

ต่างต้องการความสัมพันธ์ ขณะเดียวกันก็ไม่อาจหลีกหนีความโดดเดี่ยวบางส่วนของการมีชีวิตอยู่

และต่างต้องเรียนรู้ที่จะเติบโตผ่านการแยกจากบางสิ่งที่เราอยากยึดเอาไว้

ดังนั้น พื้นที่เยียวยาจึงไม่ใช่พื้นที่ที่ “คนปกติคนหนึ่งกำลังรักษาคนที่มีปัญหา”

มันคือพื้นที่ที่มนุษย์สองคนมาพบกันภายใต้เงื่อนไขของชีวิตชุดเดียวกัน เพียงแต่ในช่วงเวลานั้น คนหนึ่งรับหน้าที่และความรับผิดชอบในการช่วยประคองให้อีกคนได้มอง ฟัง รู้สึก ตั้งคำถาม และสำรวจชีวิตของตัวเองอย่างปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

และบางที คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของผู้เยียวยาอาจไม่ใช่การมีคำตอบมากกว่าคนอื่น

แต่อาจเป็น การมีความกล้าพอที่จะอยู่กับอีกคนหนึ่ง ในบริเวณที่ยังไม่มีคำตอบ โดยไม่รีบสร้างคำตอบขึ้นมาเพียงเพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกปลอดภัย.

#จิตบำบัด#นักบำบัด#การเยียวยา#Psychotherapy#MentalHealth#MusicTherapy#ดนตรีบำบัด#SoundHealing#PsychodynamicMusicTherapy#ความสัมพันธ์#ความรัก#ความวิตกกังวล#การตระหนักรู้ในตนเอง#พื้นที่ปลอดภัย#การรับฟัง#ChalatMusicTherapy

บทความที่เกี่ยวข้อง